iJam StudioiJam Studio
🛠️ บทที่ 2: เตรียมพร้อมเทรด

ประเภทคำสั่งซื้อขาย (Order Types)

Market Order, Pending Order, Stop Loss, Take Profit อธิบายทุกคำสั่ง

16 นาทีบทเรียนที่ 6

ทำความเข้าใจ Order Types

การเทรด Forex ไม่ได้มีแค่ "ซื้อ" กับ "ขาย" ง่าย ๆ แต่มี คำสั่งซื้อขาย (Order Types) หลายประเภทที่ช่วยให้คุณเข้าและออกจากตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าใจ Order Types ทั้งหมดเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญมากก่อนเริ่มเทรดจริง

Order Types แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก:

1. Market Order -- คำสั่งที่ดำเนินการทันที
2. Pending Order -- คำสั่งที่จะดำเนินการเมื่อราคาถึงจุดที่กำหนด


Market Order (คำสั่งตลาด)

Market Order คือคำสั่ง Buy หรือ Sell ที่ดำเนินการ ทันที ณ ราคาตลาดปัจจุบัน เป็น Order Type ที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด

Buy (Market Buy)

  • เมื่อไหร่ใช้: เมื่อคุณคาดว่าราคาจะ ขึ้น
  • ดำเนินการที่ราคา: Ask Price (ราคาซื้อ)
  • ทำกำไรเมื่อ: ราคาขึ้นไปสูงกว่าราคาที่เปิด
  • ขาดทุนเมื่อ: ราคาลงต่ำกว่าราคาที่เปิด

Sell (Market Sell)

  • เมื่อไหร่ใช้: เมื่อคุณคาดว่าราคาจะ ลง
  • ดำเนินการที่ราคา: Bid Price (ราคาขาย)
  • ทำกำไรเมื่อ: ราคาลงต่ำกว่าราคาที่เปิด
  • ขาดทุนเมื่อ: ราคาขึ้นไปสูงกว่าราคาที่เปิด

ตัวอย่างสถานการณ์

EUR/USD ราคาปัจจุบัน: Bid 1.0850 / Ask 1.0852

สถานการณ์: คุณวิเคราะห์แล้วคิดว่า EUR/USD จะขึ้น
คำสั่ง: Buy EUR/USD (Market Order)
เปิดที่ราคา: 1.0852 (Ask Price)

ผลลัพธ์ A: ราคาขึ้นไป 1.0900 → กำไร = 48 pips
ผลลัพธ์ B: ราคาลงไป 1.0800 → ขาดทุน = 52 pips

Tip: Market Order เหมาะสำหรับเมื่อคุณต้องการเข้าตลาดทันที ไม่ต้องการรอราคา แต่ต้องระวังในช่วงตลาดผันผวน เพราะราคาอาจ Slip (เลื่อน) จากที่คุณเห็น


Pending Orders (คำสั่งรอดำเนินการ)

Pending Order คือคำสั่งที่จะเปิด Position เมื่อราคาถึงระดับที่คุณกำหนดไว้ จะไม่ดำเนินการจนกว่าเงื่อนไขจะครบ

1. Buy Limit

คืออะไร: คำสั่ง Buy ที่ตั้งไว้ ต่ำกว่า ราคาปัจจุบัน

ใช้เมื่อ: คุณคาดว่าราคาจะ ลงมาก่อน แล้ว เด้งกลับขึ้น (ซื้อเมื่อราคาลงมาถึงจุดที่ต้องการ)

ตัวอย่าง:

EUR/USD ราคาปัจจุบัน: 1.0850
คุณเชื่อว่ามีแนวรับ (Support) ที่ 1.0800
ตั้ง Buy Limit ที่ 1.0800

→ เมื่อราคาลงมาถึง 1.0800 ระบบจะ Buy ให้อัตโนมัติ
→ คุณคาดว่าราคาจะเด้งขึ้นจากจุดนี้

เหมาะกับกลยุทธ์: Support/Resistance, Fibonacci Retracement, Mean Reversion

2. Sell Limit

คืออะไร: คำสั่ง Sell ที่ตั้งไว้ สูงกว่า ราคาปัจจุบัน

ใช้เมื่อ: คุณคาดว่าราคาจะ ขึ้นไปก่อน แล้ว กลับตัวลง (ขายเมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดที่ต้องการ)

ตัวอย่าง:

EUR/USD ราคาปัจจุบัน: 1.0850
คุณเชื่อว่ามีแนวต้าน (Resistance) ที่ 1.0900
ตั้ง Sell Limit ที่ 1.0900

→ เมื่อราคาขึ้นไปถึง 1.0900 ระบบจะ Sell ให้อัตโนมัติ
→ คุณคาดว่าราคาจะกลับตัวลงจากจุดนี้

เหมาะกับกลยุทธ์: Resistance Trading, Range Trading, Overbought Selling

3. Buy Stop

คืออะไร: คำสั่ง Buy ที่ตั้งไว้ สูงกว่า ราคาปัจจุบัน

ใช้เมื่อ: คุณคาดว่าถ้าราคา ทะลุขึ้น (Breakout) ผ่านระดับสำคัญ ราคาจะวิ่งขึ้นต่อ

ตัวอย่าง:

EUR/USD ราคาปัจจุบัน: 1.0850
มีแนวต้านสำคัญที่ 1.0900
ตั้ง Buy Stop ที่ 1.0905 (เหนือแนวต้านเล็กน้อย)

→ เมื่อราคาทะลุขึ้นถึง 1.0905 ระบบจะ Buy ให้อัตโนมัติ
→ คุณคาดว่า Breakout จะพาราคาวิ่งขึ้นต่อ

เหมาะกับกลยุทธ์: Breakout Trading, Momentum Trading

4. Sell Stop

คืออะไร: คำสั่ง Sell ที่ตั้งไว้ ต่ำกว่า ราคาปัจจุบัน

ใช้เมื่อ: คุณคาดว่าถ้าราคา ทะลุลง (Breakdown) ผ่านระดับสำคัญ ราคาจะวิ่งลงต่อ

ตัวอย่าง:

EUR/USD ราคาปัจจุบัน: 1.0850
มีแนวรับสำคัญที่ 1.0800
ตั้ง Sell Stop ที่ 1.0795 (ต่ำกว่าแนวรับเล็กน้อย)

→ เมื่อราคาทะลุลงถึง 1.0795 ระบบจะ Sell ให้อัตโนมัติ
→ คุณคาดว่า Breakdown จะพาราคาวิ่งลงต่อ

เหมาะกับกลยุทธ์: Breakdown Trading, Momentum Trading

5. Buy Stop Limit (เฉพาะ MT5)

คืออะไร: คำสั่งผสมระหว่าง Buy Stop และ Buy Limit เมื่อราคาถึงระดับ Stop จะสร้าง Buy Limit ที่ราคาต่ำกว่าขึ้นมาอีกที

ใช้เมื่อ: คุณคาดว่าราคาจะขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง แล้วย่อตัวลงมาก่อน จากนั้นจึงเด้งขึ้นต่อ

ตัวอย่าง:

EUR/USD ราคาปัจจุบัน: 1.0850
ตั้ง Buy Stop Limit:
- Stop Price: 1.0900 (เมื่อราคาถึงจุดนี้ จะสร้าง Buy Limit)
- Limit Price: 1.0880 (Buy Limit จะถูกตั้งที่ราคานี้)

→ ราคาขึ้นถึง 1.0900 → สร้าง Buy Limit ที่ 1.0880
→ ราคาย่อลงมาถึง 1.0880 → Buy Order ถูกดำเนินการ

6. Sell Stop Limit (เฉพาะ MT5)

คืออะไร: คำสั่งผสมระหว่าง Sell Stop และ Sell Limit เมื่อราคาลงถึงระดับ Stop จะสร้าง Sell Limit ที่ราคาสูงกว่าขึ้นมา

ตัวอย่าง:

EUR/USD ราคาปัจจุบัน: 1.0850
ตั้ง Sell Stop Limit:
- Stop Price: 1.0800 (เมื่อราคาลงถึงจุดนี้ จะสร้าง Sell Limit)
- Limit Price: 1.0820 (Sell Limit จะถูกตั้งที่ราคานี้)

→ ราคาลงถึง 1.0800 → สร้าง Sell Limit ที่ 1.0820
→ ราคาเด้งขึ้นมาถึง 1.0820 → Sell Order ถูกดำเนินการ

Tip: Buy Stop Limit และ Sell Stop Limit เป็น Order Type ขั้นสูง สำหรับมือใหม่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ ให้เน้น Limit และ Stop ธรรมดาก่อน


สรุป Pending Orders ด้วยตาราง

| Order Type | ตั้งไว้ที่ | คาดหวัง | ใช้กับกลยุทธ์ |
|---|---|---|---|
| Buy Limit | ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน | ราคาลงมาแล้วเด้งขึ้น | Support, Retracement |
| Sell Limit | สูงกว่าราคาปัจจุบัน | ราคาขึ้นไปแล้วกลับลง | Resistance, Overbought |
| Buy Stop | สูงกว่าราคาปัจจุบัน | ราคาทะลุขึ้นไปต่อ | Breakout |
| Sell Stop | ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน | ราคาทะลุลงไปต่อ | Breakdown |
| Buy Stop Limit | Stop สูงกว่า, Limit ระหว่างกลาง | ทะลุ > ย่อ > ขึ้น | Advanced Breakout |
| Sell Stop Limit | Stop ต่ำกว่า, Limit ระหว่างกลาง | ทะลุ > เด้ง > ลง | Advanced Breakdown |


Stop Loss (SL)

Stop Loss คืออะไร

Stop Loss คือคำสั่งปิด Position อัตโนมัติเมื่อราคาไปถึงระดับที่คุณยอมรับขาดทุนได้ เป็นเครื่องมือ สำคัญที่สุด ในการบริหารความเสี่ยง

ทำไมต้องใส่ Stop Loss เสมอ

  • จำกัดการขาดทุน -- กำหนดล่วงหน้าว่าจะยอมเสียได้มากที่สุดเท่าไร
  • ป้องกันอารมณ์ -- ไม่ต้องตัดสินใจในขณะที่กำลังขาดทุนและตื่นตระหนก
  • รักษาเงินทุน -- ป้องกันไม่ให้ 1 Position ทำลายบัญชีทั้งหมด
  • เทรดได้อย่างสบายใจ -- ไม่ต้องจ้องหน้าจอตลอดเวลา

ตัวอย่างการใส่ Stop Loss

Buy EUR/USD ที่ 1.0850
Stop Loss ตั้งที่ 1.0820 (ต่ำกว่าจุดเข้า 30 pips)

→ ถ้าราคาลงถึง 1.0820 Position จะถูกปิดอัตโนมัติ
→ ขาดทุนสูงสุด = 30 pips x Pip Value

Sell GBP/USD ที่ 1.2650
Stop Loss ตั้งที่ 1.2690 (สูงกว่าจุดเข้า 40 pips)

→ ถ้าราคาขึ้นถึง 1.2690 Position จะถูกปิดอัตโนมัติ
→ ขาดทุนสูงสุด = 40 pips x Pip Value

หลักการตั้ง Stop Loss

1. ตั้งตาม Technical Analysis -- วางไว้หลังแนวรับ/ต้าน, Swing High/Low
2. อย่าตั้งแคบเกินไป -- ถ้าแคบเกินราคาจะชน SL บ่อย (ถูก Stop Out)
3. อย่าตั้งกว้างเกินไป -- ถ้ากว้างเกินจะขาดทุนมากเกินไปต่อ 1 Trade
4. คำนวณจากจำนวนเงินที่ยอมเสียได้ -- แนะนำไม่เกิน 1-2% ของ Balance ต่อ Trade

กฎเหล็ก: อย่าเทรดโดยไม่มี Stop Loss เด็ดขาด การเทรดโดยไม่มี SL เหมือนขับรถโดยไม่มีเบรก


Take Profit (TP)

Take Profit คืออะไร

Take Profit คือคำสั่งปิด Position อัตโนมัติเมื่อราคาไปถึงระดับที่คุณต้องการทำกำไร

ตัวอย่าง

Buy EUR/USD ที่ 1.0850
Take Profit ตั้งที่ 1.0900 (สูงกว่าจุดเข้า 50 pips)
Stop Loss ตั้งที่ 1.0820 (ต่ำกว่าจุดเข้า 30 pips)

Risk:Reward Ratio = 30:50 = 1:1.67
→ เสี่ยง 30 pips เพื่อกำไร 50 pips

หลักการตั้ง Take Profit

1. Risk:Reward Ratio ขั้นต่ำ 1:1.5 -- TP ควรมากกว่า SL อย่างน้อย 1.5 เท่า
2. ตั้งที่แนวรับ/ต้านถัดไป -- จุดที่ราคามีโอกาสชะลอหรือกลับตัว
3. ใช้ Fibonacci Extension -- วัดเป้าหมายจาก Fibonacci Levels
4. แบ่ง TP เป็นหลายจุด (Partial TP) -- ปิดบางส่วนที่ TP1 แล้วปล่อยส่วนที่เหลือวิ่งต่อ


Trailing Stop

Trailing Stop คืออะไร

Trailing Stop คือ Stop Loss ที่ "เลื่อนตาม" ราคาโดยอัตโนมัติเมื่อราคาไปในทิศทางที่ทำกำไร แต่จะ ไม่เลื่อนกลับ เมื่อราคาย้อนกลับ

วิธีทำงาน

Buy EUR/USD ที่ 1.0850
ตั้ง Trailing Stop = 30 pips

1. ราคาขึ้นไป 1.0870 → SL เลื่อนมาที่ 1.0840 (1.0870 - 30 pips)
2. ราคาขึ้นไป 1.0900 → SL เลื่อนมาที่ 1.0870 (1.0900 - 30 pips)
3. ราคาขึ้นไป 1.0950 → SL เลื่อนมาที่ 1.0920 (1.0950 - 30 pips)
4. ราคาย้อนลงมา 1.0920 → Position ถูกปิดที่ 1.0920

กำไร = 1.0920 - 1.0850 = 70 pips
(แม้ราคาเคยขึ้นไปถึง 1.0950 แต่ Trailing Stop ล็อกกำไรไว้ที่ 70 pips)

ข้อดีของ Trailing Stop

  • ล็อกกำไร ที่ทำได้ ไม่ปล่อยให้กำไรหายหมด
  • ปล่อยให้ Profit Run ไม่ต้องปิดเร็วเกินไป
  • อัตโนมัติ ไม่ต้องนั่งเฝ้าจอ

ข้อควรระวัง

  • Trailing Stop ทำงานบน Client Side (ในคอม/มือถือของคุณ) ไม่ใช่ Server Side
  • ถ้าคุณปิดโปรแกรม MT5 Trailing Stop จะหยุดทำงาน
  • ในตลาดที่ผันผวนสูง อาจโดน Stop ง่ายเกินไป

Tip: Trailing Stop เหมาะกับตลาดที่มี Trend ชัดเจน ไม่เหมาะกับตลาดที่ Sideways หรือ Choppy


Modify Order และ Close Order

Modify Order (แก้ไขคำสั่ง)

คุณสามารถแก้ไข SL, TP, หรือราคาของ Pending Order ได้ตลอดเวลา

วิธีทำ:
1. ไปที่ Tab Trade ใน Toolbox
2. คลิกขวาที่ Order ที่ต้องการแก้ไข
3. เลือก "Modify or Delete"
4. เปลี่ยนค่า SL, TP หรือราคา Pending
5. คลิก "Modify"

Close Order (ปิดคำสั่ง)

ปิด Position ทั้งหมด:
1. ไปที่ Tab Trade
2. คลิกขวาที่ Position > "Close Position"
3. หรือ Double-click ที่ Position > คลิก "Close" ในหน้าต่างที่เปิดขึ้น

ปิดบางส่วน (Partial Close):
1. Double-click ที่ Position เพื่อเปิดหน้าต่าง Order
2. เปลี่ยน Volume เป็นจำนวนที่ต้องการปิด (เช่น เปิดไว้ 0.10 lot ต้องการปิด 0.05 lot)
3. คลิก "Close"

ลบ Pending Order:
1. คลิกขวาที่ Pending Order ใน Tab Orders
2. เลือก "Delete"


ตัวอย่างสถานการณ์จริงแต่ละ Order Type

สถานการณ์ 1: เทรดตามข่าว NFP (Market Order)

กำลังจะประกาศ Non-Farm Payroll (NFP)
ข่าวออกมาดีมาก USD แข็งค่า USD/JPY พุ่งขึ้น
คุณเห็นโอกาส → ใช้ Market Buy USD/JPY ทันที

Entry: 149.50 (Market Order)
SL: 149.20 (30 pips)
TP: 150.10 (60 pips)
Risk:Reward = 1:2

สถานการณ์ 2: รอซื้อที่แนวรับ (Buy Limit)

EUR/USD อยู่ที่ 1.0870
คุณเห็นแนวรับแข็งแกร่งที่ 1.0820 (เคยเด้งหลายครั้ง)
ตั้ง Buy Limit ที่ 1.0825

Entry: 1.0825 (Buy Limit)
SL: 1.0790 (35 pips ใต้แนวรับ)
TP: 1.0900 (75 pips)
Risk:Reward = 1:2.14

สถานการณ์ 3: เทรด Breakout (Buy Stop)

GBP/USD Consolidate ระหว่าง 1.2600 - 1.2680 มา 3 วัน
คุณคาดว่าจะ Breakout ขึ้น
ตั้ง Buy Stop ที่ 1.2685 (เหนือแนวต้านเล็กน้อย)

Entry: 1.2685 (Buy Stop)
SL: 1.2640 (45 pips ใต้ Range)
TP: 1.2780 (95 pips)
Risk:Reward = 1:2.11

สถานการณ์ 4: ขายที่แนวต้าน (Sell Limit)

AUD/USD อยู่ที่ 0.6530
มีแนวต้านที่ 0.6580 ที่ราคาเคยกลับตัวลง 2 ครั้ง
ตั้ง Sell Limit ที่ 0.6575

Entry: 0.6575 (Sell Limit)
SL: 0.6610 (35 pips เหนือแนวต้าน)
TP: 0.6500 (75 pips)
Risk:Reward = 1:2.14

สถานการณ์ 5: ใช้ Trailing Stop กับ Trend

Buy USD/JPY ที่ 149.00
SL เริ่มต้น: 148.60 (40 pips)
TP ไม่ตั้ง (ปล่อยให้ Trailing Stop ล็อกกำไร)
Trailing Stop: 40 pips

ราคาวิ่งขึ้น:
149.50 → SL เลื่อนมา 149.10
150.00 → SL เลื่อนมา 149.60
150.80 → SL เลื่อนมา 150.40
ราคาย้อนลงถึง 150.40 → Position ปิด

กำไรสุดท้าย: 150.40 - 149.00 = 140 pips
(ดีกว่าถ้าตั้ง TP ไว้แค่ 60 pips)


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. ไม่ใส่ Stop Loss

ข้อผิดพลาดอันดับ 1 ของมือใหม่ การเทรดโดยไม่มี SL อาจทำให้ขาดทุนมากจนบัญชีหมดได้ในคืนเดียว

2. เลื่อน Stop Loss ออกไปเรื่อย ๆ

เมื่อราคาใกล้จะชน SL หลายคนเลื่อน SL ออกไปเพราะ "ไม่อยากตัดขาดทุน" ผลก็คือขาดทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อตั้ง SL แล้ว ห้ามเลื่อนออก ยกเว้นเลื่อนเข้ามาล็อกกำไร

3. ตั้ง SL แคบเกินไป

ถ้าตั้ง SL แค่ 5-10 pips ในคู่เงินที่ผันผวน 80-100 pips ต่อวัน คุณจะโดน Stop Out ตลอดแม้วิเคราะห์ถูกทิศทาง ต้องให้ SL มี "ที่หายใจ" เพียงพอ

4. ลืมตั้ง Take Profit

บางคนมีแต่ SL ไม่มี TP ปล่อยให้กำไรวิ่งโดยไม่มีแผน สุดท้ายราคากลับตัว กำไรที่เคยมีกลายเป็นขาดทุน

5. ใช้ Lot Size ใหญ่เกินไป

เปิด Lot ใหญ่เกินกว่าที่ Balance รองรับ ทำให้ SL เพียง 20-30 pips ก็ขาดทุนเป็นจำนวนมากของบัญชี

6. ไม่เข้าใจความแตกต่างของ Pending Orders

สับสนระหว่าง Limit กับ Stop ทำให้ตั้ง Order ผิดประเภท ส่งผลให้เปิด Position ในจังหวะที่ผิด

7. ลืมลบ Pending Order ที่ไม่ต้องการ

Pending Order ที่ลืมลบอาจถูกกระตุ้นโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เปิด Position ที่ไม่ต้องการ

คำแนะนำ: ตรวจสอบ Pending Orders ที่ค้างอยู่เสมอ โดยเฉพาะก่อนจะปิดคอม หรือก่อนข่าวสำคัญ


สรุป

  • Market Order ใช้เมื่อต้องการเข้าตลาดทันที
  • Pending Orders ใช้เมื่อต้องการรอราคาถึงจุดที่กำหนด
- Limit Orders (Buy Limit, Sell Limit) รอราคาย้อนกลับมาหาเรา - Stop Orders (Buy Stop, Sell Stop) รอราคา Breakout - Stop Limit Orders สำหรับกลยุทธ์ขั้นสูง
  • Stop Loss คือสิ่งที่ ต้องใส่ทุกครั้ง เพื่อจำกัดการขาดทุน
  • Take Profit ช่วยล็อกกำไรอัตโนมัติ ตั้ง Risk:Reward อย่างน้อย 1:1.5
  • Trailing Stop ช่วยล็อกกำไรแบบเลื่อนตามราคา เหมาะกับตลาดที่มี Trend
  • อย่าเลื่อน SL ออก อย่าเทรดโดยไม่มี SL และ ตรวจสอบ Pending Orders เสมอ
  • สำหรับมือใหม่ ให้เริ่มจาก Market Order กับ Limit Order ก่อน แล้วค่อยเรียนรู้ Order Types ที่ซับซ้อนขึ้น

จบ Chapter 2: ตอนนี้คุณมีพื้นฐานครบสำหรับการเริ่มต้นเทรด Forex แล้ว ตั้งแต่ความรู้เรื่องตลาด คู่เงิน ไปจนถึงการใช้ MT5 และ Order Types ใน Chapter ถัดไปเราจะเริ่มเรียนรู้เรื่อง การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อหาจังหวะเข้าเทรด