iJam StudioiJam Studio
📰 บทที่ 4: Fundamental Analysis

ปัจจัยพื้นฐานที่กระทบตลาด

ดอกเบี้ย, GDP, เงินเฟ้อ, การจ้างงาน — ข่าวที่เทรดเดอร์ต้องรู้

20 นาทีบทเรียนที่ 12

Fundamental Analysis คืออะไร

Fundamental Analysis (การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน) คือการศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเงิน และการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินของประเทศนั้น ๆ เป้าหมายคือการเข้าใจ "ทำไม" ราคาถึงเคลื่อนไหว ไม่ใช่แค่ดูว่ากราฟจะไปทางไหน

ในตลาด Forex ค่าเงินสะท้อนถึงสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งแข็งแกร่งกว่าอีกประเทศ ค่าเงินของประเทศนั้นก็มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น

Tip: Fundamental Analysis ตอบคำถามว่า "ควรเทรดคู่เงินไหน ไปทางไหน" ส่วน Technical Analysis ตอบคำถามว่า "ควรเข้าตรงไหน ออกตรงไหน"


Technical vs Fundamental -- ต่างกันอย่างไร

| หัวข้อ | Technical Analysis | Fundamental Analysis |
|---|---|---|
| มุมมอง | ดูกราฟและ Pattern | ดูข้อมูลเศรษฐกิจ ข่าว นโยบาย |
| เป้าหมาย | หาจุดเข้า/ออก (Entry/Exit) | หาทิศทางระยะกลาง-ยาว |
| เครื่องมือ | Indicator, Candlestick, S/R | Economic Calendar, ข่าว, รายงานเศรษฐกิจ |
| Time Frame | ทุก Time Frame | เหมาะกับ Swing/Position Trading |
| ความเร็ว | ตัดสินใจได้เร็ว | ต้องใช้เวลาวิเคราะห์ |

ใช้ร่วมกันได้อย่างไร

เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่ใช้ ทั้งสองแบบร่วมกัน:

1. ใช้ Fundamental Analysis กำหนดทิศทาง (Bias) -- เช่น "USD น่าจะแข็งเพราะ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย"
2. ใช้ Technical Analysis หาจุดเข้าที่ดีที่สุด -- เช่น "รอ Pullback มาที่ Support แล้วเข้า Buy"
3. ผลลัพธ์คือ Trade ที่มีทั้ง Logic และ Timing ที่ดี

Tip: ถ้า Fundamental บอกว่า Buy แต่ Technical บอกว่า Sell -- อย่าเพิ่งเข้า รอจนกว่าทั้งสองจะสอดคล้องกัน


ปัจจัยเศรษฐกิจที่สำคัญ

1. อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) -- สำคัญที่สุด

อัตราดอกเบี้ย คือปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าเงินมากที่สุดในระยะยาว เพราะมันกำหนดว่านักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่จากการถือเงินสกุลนั้น

ธนาคารกลางที่ต้องจับตา:

  • Fed (Federal Reserve) -- สหรัฐอเมริกา (USD) -- มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก
  • ECB (European Central Bank) -- ยูโรโซน (EUR)
  • BOJ (Bank of Japan) -- ญี่ปุ่น (JPY)
  • BOE (Bank of England) -- อังกฤษ (GBP)
  • RBA (Reserve Bank of Australia) -- ออสเตรเลีย (AUD)
  • BOC (Bank of Canada) -- แคนาดา (CAD)
  • SNB (Swiss National Bank) -- สวิตเซอร์แลนด์ (CHF)
  • RBNZ (Reserve Bank of New Zealand) -- นิวซีแลนด์ (NZD)
หลักการพื้นฐาน:
  • ดอกเบี้ยขึ้น (Hawkish) --> ค่าเงินมักจะ แข็งค่า เพราะนักลงทุนต่างชาติอยากได้ผลตอบแทนสูง จึงซื้อเงินสกุลนั้น
  • ดอกเบี้ยลง (Dovish) --> ค่าเงินมักจะ อ่อนค่า เพราะผลตอบแทนลดลง นักลงทุนย้ายเงินไปที่อื่น
ตัวอย่าง:
  • ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่ ECB คงที่ --> EUR/USD มีแนวโน้มลง (USD แข็ง EUR อ่อน)
  • ถ้า BOJ ลดดอกเบี้ย แต่ Fed คงที่ --> USD/JPY มีแนวโน้มขึ้น (USD แข็ง JPY อ่อน)

สำคัญ: ตลาดไม่ได้ขยับแค่ตอนที่ดอกเบี้ยเปลี่ยนจริง ๆ แต่ขยับตาม "ความคาดหวัง" ว่าจะเปลี่ยน ดังนั้นคำพูดของผู้ว่าการธนาคารกลาง (เช่น Fed Chair) มีผลมาก

2. GDP (Gross Domestic Product) -- สุขภาพเศรษฐกิจ

GDP คือมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศ เป็นตัวชี้วัด "สุขภาพ" ของเศรษฐกิจที่ดีที่สุด

  • GDP เพิ่มขึ้น --> เศรษฐกิจเติบโต --> ค่าเงินมักแข็ง
  • GDP ลดลง --> เศรษฐกิจหดตัว --> ค่าเงินมักอ่อน
  • GDP ติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน --> เข้าสู่ภาวะ Recession (ถดถอย)
GDP มักออกเป็นรายไตรมาส (Quarterly) และมี 3 รอบ: Advance, Preliminary, Final

3. เงินเฟ้อ (Inflation -- CPI, PPI)

Inflation คือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • CPI (Consumer Price Index) -- ดัชนีราคาผู้บริโภค วัดเงินเฟ้อจากฝั่งผู้บริโภค (สำคัญมาก)
  • Core CPI -- CPI ที่ตัดอาหารและพลังงานออก (ผันผวนน้อยกว่า ธนาคารกลางดูตัวนี้)
  • PPI (Producer Price Index) -- ดัชนีราคาผู้ผลิต บ่งชี้เงินเฟ้อในอนาคต
ผลกระทบ:
  • เงินเฟ้อสูง --> ธนาคารกลางมักจะ ขึ้นดอกเบี้ย --> ค่าเงินแข็ง (ระยะสั้น)
  • เงินเฟ้อต่ำ --> ธนาคารกลางอาจ ลดดอกเบี้ย หรือทำ QE --> ค่าเงินอ่อน

Tip: ธนาคารกลางส่วนใหญ่ตั้งเป้าเงินเฟ้อที่ประมาณ 2% ต่อปี ถ้าสูงหรือต่ำกว่านี้มาก ก็จะมีนโยบายตอบโต้

4. การจ้างงาน (Employment Data)

NFP (Non-Farm Payrolls) -- ข่าวสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ออกทุกวัน ศุกร์แรกของเดือน

  • วัดจำนวนคนที่ได้งานใหม่ในภาคเอกชน (ไม่รวมเกษตร)
  • NFP สูงกว่าคาด --> เศรษฐกิจแข็งแกร่ง --> USD มักแข็ง
  • NFP ต่ำกว่าคาด --> เศรษฐกิจอ่อนแอ --> USD มักอ่อน
Unemployment Rate (อัตราว่างงาน):
  • ว่างงานต่ำ --> เศรษฐกิจดี --> ค่าเงินมักแข็ง
  • ว่างงานสูง --> เศรษฐกิจไม่ดี --> ค่าเงินมักอ่อน

5. ดัชนี PMI (Purchasing Managers' Index)

PMI วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฝั่งผู้จัดการจัดซื้อ แบ่งเป็น:

  • Manufacturing PMI -- ภาคการผลิต

  • Services PMI -- ภาคบริการ


วิธีอ่าน:
  • PMI > 50 --> เศรษฐกิจกำลังขยายตัว (Expansion)

  • PMI < 50 --> เศรษฐกิจกำลังหดตัว (Contraction)

  • PMI = 50 --> ทรงตัว


6. ยอดค้าปลีก (Retail Sales)

วัดการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60-70% ของ GDP ในหลายประเทศ

  • ยอดค้าปลีกเพิ่ม --> ผู้คนใช้จ่ายมาก --> เศรษฐกิจดี
  • ยอดค้าปลีกลด --> ผู้คนประหยัด --> เศรษฐกิจชะลอ

7. ดุลการค้า (Trade Balance)

ความต่างระหว่างมูลค่าส่งออกและนำเข้า:

  • เกินดุล (Surplus) -- ส่งออก > นำเข้า --> ค่าเงินมักแข็ง

  • ขาดดุล (Deficit) -- นำเข้า > ส่งออก --> ค่าเงินมักอ่อน



Sentiment Analysis -- อ่านอารมณ์ตลาด

Risk On vs Risk Off

ตลาดมีสองโหมดหลัก:

Risk On (เปิดรับความเสี่ยง):

  • นักลงทุนมั่นใจ กล้าเสี่ยง

  • เงินไหลไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง (หุ้น, Commodity currencies)

  • แข็ง: AUD, NZD, CAD, GBP

  • อ่อน: USD, JPY, CHF


Risk Off (ปิดรับความเสี่ยง):
  • นักลงทุนกลัว หนีไปหาที่ปลอดภัย

  • เงินไหลไปสู่ Safe Haven

  • แข็ง: USD, JPY, CHF, Gold

  • อ่อน: AUD, NZD, CAD


Safe Haven Currencies -- สกุลเงินปลอดภัย

  • USD -- สกุลเงินสำรองของโลก ยามวิกฤตทุกคนต้องการ Dollar
  • JPY -- ญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลก ยามวิกฤตเงินไหลกลับญี่ปุ่น
  • CHF -- สวิตเซอร์แลนด์มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง ระบบธนาคารแข็งแกร่ง

Commodity Currencies -- สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์

  • AUD -- ผูกกับราคาเหล็ก ถ่านหิน (ส่งออกไปจีนเยอะ)
  • NZD -- ผูกกับสินค้าเกษตร นม (Dairy)
  • CAD -- ผูกกับราคาน้ำมัน (แคนาดาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่)

Tip: ถ้าราคาน้ำมันขึ้น --> CAD มักจะแข็ง ถ้าราคาเหล็กขึ้น --> AUD มักจะแข็ง


ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

สถานการณ์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์มีผลกระทบต่อตลาดอย่างมาก:

  • สงครามและความขัดแย้ง --> Risk Off --> Safe Haven แข็ง
  • การเลือกตั้ง --> ความไม่แน่นอน --> Volatility สูง
  • สงครามการค้า (Trade War) --> กระทบค่าเงินของทั้งสองฝ่าย
  • ภัยธรรมชาติ --> กระทบเศรษฐกิจ --> ค่าเงินของประเทศนั้นอ่อน
  • การคว่ำบาตร (Sanctions) --> จำกัดการค้า --> กระทบค่าเงิน
ตัวอย่าง:
  • Brexit --> GBP อ่อนค่ารุนแรง
  • สงครามการค้า US-China --> AUD อ่อน (เพราะจีนเป็นคู่ค้าหลักของออสเตรเลีย)
  • วิกฤตพลังงาน --> น้ำมันแพง --> CAD แข็ง, ประเทศนำเข้าน้ำมันค่าเงินอ่อน

วิธีเทรดกับข่าว (News Trading)

เทรดก่อนข่าว (Pre-News Trading)

  • วิเคราะห์ว่าตลาดคาดหวังอะไร (Forecast)
  • เปิด Position ตาม Bias ก่อนข่าวออก
  • ข้อดี: ถ้าถูกทาง กำไรเยอะ
  • ข้อเสีย: ถ้าผิดทาง ขาดทุนหนักเพราะ Volatility สูง
  • เหมาะกับ: เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์

เทรดหลังข่าว (Post-News Trading)

  • รอให้ข่าวออกก่อน ดู Reaction ของตลาด
  • รอ Initial Spike สงบลง แล้วค่อยเข้า
  • ข้อดี: เห็นทิศทางชัดเจนกว่า
  • ข้อเสีย: อาจพลาดจังหวะที่ดีที่สุด
  • เหมาะกับ: มือใหม่ที่ต้องการความปลอดภัยมากกว่า

ข้อควรระวังเมื่อเทรดช่วงข่าว

  • Slippage -- คำสั่งอาจถูก Execute ในราคาที่แย่กว่าที่สั่ง เพราะตลาดเคลื่อนไหวเร็วมาก
  • Spread กว้าง -- ช่วงข่าว Spread อาจกว้างขึ้น 5-10 เท่า ทำให้ต้นทุนเทรดสูงมาก
  • Whipsaw -- ราคาอาจวิ่งขึ้นแล้วลงหรือลงแล้วขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โดน Stop Loss ทั้งสองทาง
  • Requote -- บาง Broker อาจ Requote ราคาในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง

คำแนะนำสำหรับมือใหม่: ช่วงแรก ๆ อย่าเพิ่งเทรดตอนข่าวใหญ่ออก ให้ดูเฉย ๆ ก่อน เรียนรู้ว่าตลาด React อย่างไร แล้วค่อยเริ่มเทรดเมื่อมั่นใจ


สรุป

  • Fundamental Analysis ช่วยให้เข้าใจ "ทำไม" ราคาถึงเคลื่อนไหว และกำหนด ทิศทาง ในระยะกลาง-ยาว
  • อัตราดอกเบี้ย คือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด -- ดอกเบี้ยขึ้น ค่าเงินมักแข็ง
  • ดูข้อมูลเศรษฐกิจหลัก: GDP, CPI, NFP, PMI, Retail Sales, Trade Balance
  • เข้าใจ Risk On/Risk Off ช่วยให้รู้ว่าเงินจะไหลไปไหน
  • ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สามารถเปลี่ยนตลาดได้ในชั่วข้ามคืน
  • ใช้ Fundamental + Technical ร่วมกัน เพื่อให้ได้ Trade ที่มีคุณภาพสูงสุด
  • มือใหม่ควร ระวังการเทรดช่วงข่าว เพราะ Slippage และ Spread กว้าง

จำไว้: ตลาดขยับตาม "ความคาดหวัง" ไม่ใช่แค่ตัวเลขจริง ถ้าตลาดคาดไว้แล้ว ข่าวดีอาจไม่ทำให้ราคาขึ้นก็ได้ -- นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "Buy the rumor, Sell the fact"